แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มงคลชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มงคลชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

รีวิว มงคลที่ 16 : ธมฺจริยา จ ความประพฤตเป็นธรรม





มงคลที่ 16 : ธมฺจริยา จ  ความประพฤตเป็นธรรม

     ความประพฤติเป็นธรรม คือความประพฤติสุจริต จะประกอบกิจการอย่างใด ทางกาย วาจา หรือใจ ก็ให้เป็นสุจริต ไม่ผิดธรรม
     ปราศจากความเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งทางกายและวาจา แม้ทางใจก็มิให้มีเจตนาเกิดขึ้น เว้นจากการเบียดเบียนชีวิตและความสุข เบียดเบียนทรัพย์สมบัติ เบียดเบียนประเวณี มีกัลยาณธรรมประจำที่ คือ มีเมตตากรุณา เห็นสุขทุกข์ของผู้อื่น ประกอบการเลี้ยงชีพเป็นสัมมาอาชีวะ ยินดีเฉพาะแต่ในคู่ครองของตน นี้เป็นส่วนกาย
     เว้นจากการกล่าวเท็จ กล่าวส่อเสียดยุยงเขา พูดเหลวไหลไม่ได้ประโยชน์ รักษาวาจาให้เป็นหลักฐานที่เชื่อฟังได้ ชักนำบุคคลในทางสามัคคี มีวจาอ่อนหวาน น่าคบเป็นสหาย จะกล่าวคำใดก็ประกอบด้วยเหตุผลไม่ไร้ประโยชน์  นี้เป็นส่วนวาจา
     ส่วนจิต...ไม่คิดโลภ  รู้จักพอด้วยของของตนที่มีอยู่ ไม่ตระหนี่ พอจะเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นได้ แต่ก็ไม่สุรุ่ยสุร่ายนัก ไม่พยาบาทปองร้าย มีใจเย็น แช่มชื่นด้วยเมตตากรุณา รู้จักอดรู้จักยั้ง ไม่ผลุนผลัน ดำเนินตนให้เกิดปัญญา มีปรีชารู้ เท่าถึงการณ์ ชอบแก่เหตุผล
     ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจะเป็นความดีแก่มนุษย์ยิ่งกว่ากิริยาวาจาใจที่ตั้งอยู่ในธรรมจริยา ซึ่งเป็นการประพฤติความดีความถูก หรือทำดีทำถูก
     แนวปฏิบัติประพฤติธรรมมีอยู่่ ๒ สถาน คือ ประพฤติเป็นยุติธรรม และประพฤติเป็นสุจริคธรรม
ประพฤตเป็นยุติธรรมคือ ยึดหลักถือหลักรักษาหลักที่เที่ยงตรง แน่นอน ประกอบด้วยสัตย์ ความเที่ยงธรรม และความหยั่งรู้นี่เรียกว่าความยุติธรรม
     คนผู้ยึดหลักเที่ยงตรง แน่นอน ถูกชอบสมควรสงวนสิทธิคืออำนาจที่ชอบธรรม ในส่วนควรใด้ ควรมี ควรเป็นของมนุษย์ ทำให้ผู้ได้ ผู้มี ผู้เป็นเต็มใจ เห็นเป็นส่วนเสมอหน้ากัน สมควรแก่ส่วน ควรได้ ควรมี ควรเป็น ปราศจากอาการเหลื่อมล้ำต่ำสูง ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจหรืออับอายขายหน้าแก่กันและกันเช่นนี้ นี่คือผู้ประพฤติเป็นยุติธรรม
     ประพฤติเป็นสุจริคธรรม นั้นหมายถึงการประพฤติเป็นกุศลบถ อันเป็นที่รวมแห่งความดี มีจุดสำคัญอยู่ที่เว้นพูดชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว และพูดดี คิดดี ทำดี
     ประพฤติสุจริคธรรมนั้น มีลักษณะปรากฎอยู่ที่ตัวผู้ประพฤติเองเช่น
     ประพฤติเป็นสุจริคในบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้วยการปฏิบัติชอบต่อกัน
     ประพฤติเป็นสุจริคในการอาชีพเว้นการเลี้ยงชีพในทางทุจริต ขยันหมั่นเพียรในทางสุจริต ถูกต้อง
     ประพฤติเป็นสุจริคในหน้าที่ ทำงานในหน้าที่ใดก็ถือหน้าที่นั้นเป็นสำคัญ ทำการงานให้สำเร็จผลเป็นอันดี
     ผู้ปฏิบัติตนเช่นนี้ ชื่อว่าเป้นผู้ประพฤติธรรม ย่อมจะชักพาตนให้ถึงความเจริญ นับเป็นมงคลประการหนึ่ง

         ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ
https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/855417227912169/?type=3&theater

รีวิว มงคลที่ 15 : ทานญฺ จ การให้



มงคลที่ 15 : ทานญฺ จ การให้
        ทาน การให้ ได้แก่ ความที่บุคคลมีเจตนาไม่โลภ ไม่ตระหนี่ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยใหญ่ สามารถที่จะบริจาคพัสดุของตนออกเกื้อกูลแก่ผู้อื่นได้ โดยฐานอนุเคราะห์หรือบูชาคุณ สนับสนุนให้ผู้อื่นได้รับความสุขหรือสะดวกในกิจการ
       การให้ย่อมเป็นเครื่องสมานไมตรีจิต อีกทั้งนำให้ประสบผลเป็นสันทิฏฐะ ...ผลที่ตนจะพึงเห็นได้เองเป็นหลายประการ
        ดังพุทธบรรหารที่ตรัสว่า ผู้ให้....ย่อมมีผู้รักใคร่ คนเป็นอันมากย่อมคบเขา เกียรติยศและบริวารยศย่อมเจริญ ผู้ไม่ตระหนี่เป็นผู้ไม่เก้อเขิน องอาจเข้าสู่สมาคมเหตุนั้นจึงจัดว่าเป็นมงคลอันอุดมแก่ผู้บำเพ็ญ
หมู่คนที่อยู่รวมกัน ต้องถ้อยที่ถ้อยอาศัยกัน ต่างฝ่ายต่างให้ความโอบอุ้มแก่กัน ผู้ใหญ่มีหน้าที่สงเคราะห์ผู้น้อย แม้ผู้น้อยก็มีหน้าที่สมนาคุณผู้ใหญ่ตามกำลัง ผู้มั่งคั่งมีหน้าที่รับภาระเกื้อกูลแก่คนขัดสน ถึงคนขัดสนเล่าเมื่อได้รับเกื้อกูลแล้ว ก็ต้องคิดตอบแทนตามโอกาส แต่ละคนต้องมีทานไว้เป็นเชือกต่อที่ขาดให้ติดกัน มีทานไว้เป็นยาสมานรอยร้าวให้สนิท มีทานไว้เป็นเครื่องปิดช่องทะลุให้มิดชิด มีทานไว้เป็นบ่วงคล้องน้ำใจแก่กัน ให้รวมกันเป็นกลุ่มด้วยความสามัคคี
       ทาน การให้ จะเกิดมีได้นั้นต้องพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ สิ่งของที่สมควรให้ เจตนาคือความตั้งใจที่จะให้ และบุคคลผู้สมควรจะให้  ในองค์ ๓ นี้ ถ้าขาดองค์ใดไปเสียแล้ว การให้ก็หาเกิดขึ้นได้ไม่
เมื่อไม่มีสิ่งของที่สมควรให้ แม้มีเจตนาที่จะให้และผู้สมควรจะให้มีอยู่พร้อมแล้ว การให้ก็ไม่สำเร็จกิจเพราะไม่มีอะไรจะให้ หรือมีสิ่งของที่สมควรให้และผู้สมควรให้และมีเจตนาพร้อมแล้ว แต่ขาดผู้สมควรให้ คือผู้รับเสียก็ดี การให้ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
       สำหรับเจตนาผู้ให้นั้น มีอยู่ ๓ระยะกาล คือ ตั้งใจให้ไว้ก่อนจะให้ ตั้งใจให้ในขณะกำลังสละ ครั้นให้แล้วก็อิ่มใจ ทุกขณะที่ระลึกถึง ผู้ให้ทานมีเจตนาดังกล่าว เต็มเปี่ยม ย่อมเป็นคนไม่ตระหนี่ ยินดีในการเสียสละ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจาน
       แต่การให้ซึ่งได้ชื่อว่าทานนั้น ไม่เฉพาะเพียงแค่การบริจาคพัสดุสิ่งของเกื้อกูลเท่านั้น การให้โอวาทเพื่อชักนำเกื้อหนุนให้เกิดความรู้ ก้าวขึ้นสู่ปัญญา ยิ่งจัดว่าเป็นการเผื่อแผ่อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งไม่มีอะไรจะเทียมถึง พระพุทธองค์สรรเสริญว่า เป็นยอดแห่งทานทั้งหลาย
       ผู้มีอัธยาศัยเผื่อแผ่ประโยชน์ นอกจากบริจาคพัสดุอันเป็นส่วนอามิสออกเกื้อกูลแล้ว ถ้าสามารถอยู่ก็ควรเอื้อเฟื้อเผื่แผ่ในทางธรรม ชักนำให้เขาได้ประโยชน์ในทางความรู้ หรือความปฏิบัติอันเป็นส่วนของจรรยา
      ผู้มีอัธยาศัยเช่นนี้ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีมงคลอยู่แก่ตน ย่อมจะประสบผลล้วนแต่เป็นความเจริญโดยชอบธรรม ทั้งเป็นทางชักนำความประพฤติทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นธรรมตามกันไป จัดเป็นมงคลประการหนึ่ง

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
         ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่  

ภาพประกอบ
https://www.facebook.com/Discover-Art--296896040430960/timeline/

รีวิว มงคลที่ 14 : อนากุลา จ มฺมนฺตา การงานไม่คั่งค้าง

12004833_808628289257730_8185135134271633522_n
Photo By:Discover Art .

คำว่า งาน หมายถึง สิ่งหรือเรื่องที่ทำ ,อุบายเครื่องเลี้ยงชีวิต

คำว่า คั่งค้าง มาจากคำว่า อากูล หมายถึง งานที่ผู้ทำควรทำให้แล้วในวันเดียว          แต่ไม่แล้ว งานที่ผู้ทำนั้นเกียจคร้านทอดทิ้ง และปล่อยให้งานค้างมาประดังกับงานใหม่จนทำไม่ไหว ต้องตกค้างไปในวันอื่นอีก

กิจที่ควรทำหรือที่ต้องทำทุกอย่างนั้น รวมเรียกว่าการงานทั้งสิ้น การงานแต่ละอย่างซึ่งคนแต่ละคนทำให้คั่งค้าง จนเกิดเป็นงานวุ่นวาย งานสับสน และเป็นงานยุ่งเหยิงขึ้น เป็นงานอัปมงคล แม้คนทำก็เป็นอัปมงคล

ส่วนการงานซึ่งคนแต่ละคนทำให้ไม่คั่งค้าง มีความสงบเรียบร้อยในกางานเป็นระเบียบ ราบรื่น นี่คืองานเป็นมงคล แม้คนทำก็เป็นมงคล เหตุนั้นงานที่เป็นมงคลหรืออัปมงคลก็อยู่ที่คนทำเหมือนกัน

บุคคลผู้ที่จะทำหน้าที่บำรุงบิดามารดา ด้วยน้ำใจอันกตัญญูกตเวที หรือสงเคราะห์บุตรภรรยา ได้สะดวกไม่ติดขัด ก็เพราะมีการงานที่ทำเป็นส่วนอาชีพไม่คั่งค้างมีทรัพย์เป็นกำลังที่ตั้งแห่งพื้นเพของตน

อันบุคคลผู้ตั้งตนอยู่ในโลก ย่อมมีอาชีพเป็นการประจำ จะประณีตหรือต่ำทรามก็แล้วแต่ภูมิฐานและความประกอบของบุคคล บุคคลผู้รู้จักประกอบแม้พื้นเพเดิมจะด้อยมา ก็สามารถจะตั้งตนขึ้นได้ ฝ่ายผู้ไม่รู้จักประกอบ แม้แต่เดิมจะมีหลักฐานก็ไม่อาจบริหารไว้ได้ พาให้ต่ำต้อยลง ความไม่รู้จักประกอบนั้นแหละเรียกว่าความคั่งค้าง เสื่อมเสียแห่งการงาน

หลักการทำงานไม่ให้คั่งค้างมี ๔ ประการเรียกว่าอิทธิบาท๔ ได้แก่

ฉันทะ.....ความพอใจในงาน

วิริยะ......ความพากเพียรในงาน

จิตตะ......มีใจฝักใฝ่ในงาน

วิมังสา.....พิจารณาเหตุผลในการทำงาน

การงานที่จะพ้นจากความไม่คั่งค้าง ก็เพราะบุคคลผู้ประกอบเป็นผู้รู้จักกาล ทำเหมาะเจาะกำลังทรัพย์ไม่เกียจคร้าน ขยันขันแข็ง และไม่ประกอบในทางอันเป็นโทษซึ่งเรียกว่ามิจฉาอาชีวะ

บุคคลผู้รู้จักกาล เมื่อถึงคราวที่ประกอบก็ประกอบไม่เร็วไป ไม่ช้าไปแล้ว และทำให้เหมาะแก่กำลังทรัพย์ ทั้งมีความขยัน และไม่ประกอบในทางผิดอันเป็นทุจริตผลที่ได้ก็บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง ทั้งไม่เดือดร้อนใจ

การงานที่เสื่อมเสียท่านมักติไว้ในทางเกียจคร้าน เป็นเบื้องหน้า เพราะเมื่อเกียจคร้านแล้ว ก็ไม่มีทางจะนำมาซึ่งโภคทรัพย์ด้วยประการใดใด เหตุนั้น พระพุทธภาษิต จึงตรัสไว้ว่า ประโยชน์ที่ประสงค์ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปล่วงหมู่มาณพผู้สละการงานเสียแล้ว ด้วยอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เวลาเย็นนักแล้ว ดังนี้เป็นต้น

ด้วยเหตุที่ว่าการงานที่ไม่คั่งค้างเป็นมูลที่ตั้งอันสำคัญแห่งความเจริญด้วยทรัพย์สมบัติ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นมงคลอันอุดม

ผู้ทนทาน     ความหนาว   และผ่าวร้อน

ให้ไม่หย่อน   กว่าหญ้า     พฤกษาเขียว

มุ่งทำกิจ       คิดสู้           อยู่อย่างเดียว

เขานั้นเที่ยว  เสวยสุข       อยู่ทุกยาม

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/296896040430960/photos/pb.296896040430960.-2207520000.1442132124./808628289257730/?type=1&theater

รีวิว มงคลที่ 13 : ทารสุส สงฺคโห การสงเคราะห์ภรรยา

11230672_805582569562302_2265944879315778580_n

Photo :Discover Art . 

ภรรยา หมายถึง หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย

พระพุทธองค์ทรงแสดงประเภทของภรรยาไว้เป็น ๗ ประเภท ในคัมภีร์สัตตกนิบาต อังคุตรนิกาย ดังนี้

  • ภรรยาเหมือนเพชฌฆาต

  • ภรรยาเหมือนโจร

  • ภรรยาเหมือนแม่

  • ภรรยาเหมือนพี่สาว

  • ภรรยาเหมือนเพื่อนรัก

  • ภรรยาเหมือนคนใช้

คำว่า สงเคราะห์ แปลว่า การยึดเหนี่ยว คือการยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน การที่สามีสงเคราะห์ภรรยาก็เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจภรรยานั้นเอง

คนเราจะรักเคารพนับถือกันนั้น ก็ต้องอยู่ที่การช่วยเหลือเกื้อกูลอุดหนุนกัน เพราะการช่วยเหลือเกื้อกูลอุดหนุนกันนั้น เป็นเกลียวยึดเหนี่ยวผูกพันน้ำใจกัน ให้เกิดความรักเคารพนับถือ

พระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีการสงเคราะห์ภรรยาไว้ ๕สถานคือ

  1. ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา คือรับรองว่าหญิงนั้นเป็นภรรยาของตนจริง เปิดเผยชมเชยภรรยาให้ปรากฏแก่วงศ์ญาติ และมิตรสหายว่าเป็นภรรยาของตน

  2. ไม่ดูหมิ่นถิ่นแคลนภรรยาไม่แสดงกิริยาหรือพูดจาที่เป็นการดูถูกดูหมิ่นภรรยา แม้ภรรยาจะมีสกุลต่ำต้อยว่าตน ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ภรรยาต้องเจ็บช้ำระกำใจ นี่ชื่อว่าไม่ดูหมิ่นถิ่นแคลนภรรยา

  3. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา สามีพึงยินดีอยู่แต่ในภรรยาของตน ไม่คิดนอกใจไปมีมากชู้หลายเมีย จะทำให้เกิดความขมขื่นใจแก่ภรรยาของตน อันเป็นชนวนแห่งความร้าวรานแตกสามัคคี และเป็นเหตุก่อให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้นในครอบครัว

  4. มอบความเป็นใหญ่ให้ภรรยา มอบหน้าที่การงานภายในบ้านให้ภรรยาควบคุม ตลอดถึงการปกครองดูแลผู้คนและทรัพย์สิน ชื่อว่ามอบความเป็นใหญ่ให้ภรรยา

  5. ให้เครื่องแต่งตัวแก่ภรรยา สามีผู้ฉลาดในชั้นเชิงบำรุงน้ำใจแก่ภรรยา พึงให้เครื่องแต่งตัวพอเหมาะพอดับกาลเทศะ เพื่อให้เทียมหน้าเทียมตาเพื่อนบ้านเพื่อเสริมความสุขใจของภรรยาตามสมควร

เมื่อภรรยาได้รับสงเคราะห์จากสามีแล้ว ต้องตั้งใจตอบแทนคุณงามความดีโดยสงเคราะห์สามี อันมีอยู่ ๕ สถานคือ จัดการงานดี สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี ไม่ประพฤตินอกใจสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ไว้ และขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

เมื่อสามีภรรยาต่างได้สงเคราะห์กันตามหน้าที่ให้บริบูรณ์ ย่อมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ด้วยยศ ด้วยเกียตริ และด้วยความสุขกายสุขใจ พร้อมทั้งความรักใคร่กันไม่จืดจาง เหตุนั้นการสงเคราะห์ภรรยาจัดเป็นมงคลความเจริญประการหนึ่ง


ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ

https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/805582569562302/?type=1&theater


มงคลที่ 12 : ปตฺต สงฺคโห การสงเคราะห์บุตร

11148710_802834453170447_2398576043461290982_n

Photo by Discover Art .

บุคคลเมื่อปรารภถึงตนที่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้น้อยก็มีหน้าที่ ในทางกตัญญูกตเวที แต่ฐานะแห่งบุคคลย่อมเลื่อนชั้นขึ้นไปโดยลำดับ เมื่อตนตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ก็มีกิจที่ตนจะพึงกระทำในทางสังเคราะห์บุตร อันเป็นพัสดุที่ตั้งสำคัญของหมู่มนุษย์ ซึ่งมีฐานเป็นผู้ดำรงวงศ์สกุล

บุตรผู้ไร้ความสามารถจนไม่สมจะเป็นทายาทแห่งสกุล มักมีมูลมาแต่ความบกพร่องของบิดามารดา บุตรที่บิดามารดาตามใจพะนอมาแต่เล็ก แต่ไม่เคยอบรมอุปนิสัยในทางที่ควร มักเสียเด็ก โตขึ้นก็เกกมะเหรกจนใช้การไม่ได้

ความรักของบิดามารดาเช่นนั้น จัดว่าเป็นเวรและเป็นศัตรูของเด็ก ดังภาษิตแปลความได้ว่า...มารดาเป็นไพรี บิดาเป็นศัตรู ก็เพราะไม่ฝึกลูกเสียแต่ยังเล็ก เหตุนั้นบิดามารดาจึงไม่ควรแต่สักว่าเป็นมารดาบิดาเขา นอกจากจะเลี้ยงดูเพื่อความเจริญแห่งร่างกายแล้ว ยังต้องเอาใจใส่ สงเคราะห์ตามหน้าที่อันควร

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสอนสิงคาลมาณพ ทรงแสดงฐานะที่มารดาบิดา จะพึงสงเคราะห์บุตรโดยสถาน ๕ คือ

  • ห้ามเสียจากความชั่ว

  • ให้ตั้งอยู่ในความดี

  • ให้ศึกษาศิลปวิทยา

  • หาคู่ครองที่สมควรให้

  • มอบทรัพย์ให้ในสมัย

ฐานะสองประการข้างต้น ย่อมเป็นกิจอันมารดาบิดาจะพึงทำตั้งแต่อ้อนแต่ออก เพราะเนื่องด้วยการอบรมอุปนิสัย ความรู้ในโลกยิ่งเจริญขึ้นเพียงใด ก็ยิ่งละเอียดลออยิ่งขึ้นตามกัน ทั้งเป็นฐานะอันสำคัญที่จะนำให้ผลเกิดไพบูลย์ ซึ่งเป็นมูลแห่งความสงเคราะห์เป็นลำดับไป

มารดาบิดาเป็นผู้สงเคราะห์บุตร จนได้แลเห็นผลแห่งความสงเคราะห์ ย่อมเบิกบานใจ หมดความห่วงใยที่จะต้องวิตกถึงในเบื้องหน้า ดังโคลงกล่าวไว้ว่า............

บุตรดีเป็นที่ปลื้ม เปรมกมล

แห่งชนกชเนติ์ตน ค่ำเช้า

บุตรชั่วบ่โดยกล กิจสั่ง สอนแฮ

ให้ท่านทั้งสองเศร้า เสื่อมสิ้นยินดี

ผิดกับผู้ไม่นำพาแล้วเสียใจเมื่อภายหลัง ซึ่งรู้สึกว่าไม่พอที่จะเป็นการสงเคราะห์บุตรนี้ ท่านกล่าวเอาไว้ว่า ไม่เฉพาะบุตรที่เกิดแต่อุระ แม้ผู้อื่นที่ตั้งอยู่ในฐานะแห่งบุตร เช่น บุตรบุญธรรม หรือผู้ที่อยู่ในปกครองอยู่ใต้อาณาก็พึงที่จักสังเคราะห์เช่นเดียวกัน โดยรู้จักผ่อนผันให้สมควร แต่ไม่ใช่ข้อที่เจาะจง

การสงเคราะห์บุตรโดยตรงนั้น จัดว่าเป็นที่ตั้งแห่งมงคลสิริสวัสดิ์ การสงเคราะห์ผู้อื่นที่นับเนื่องในฐานะแห่งบุตร ก็จัดได้ว่าเป็นมงคลความเจริญประดุจกันอีกประการหนึ่งเช่นกัน

บุตรธิดา เมื่อเกิด พ่อแม่เลี้ยง

ฝ้ากล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดู ปูพื้นฐาน

มีหรือจน หาเลี้ยง ควรแก่กาล

เป็นผลงาน นับเข้า ในมงคล


ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :

https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/802834453170447/?type=1&theater

รีวิว มงคลที่ 11 : มาตาปิตุอุปฎฺฐานํ การบำรุงบิดามารดา

11933451_802363086550917_2138814098987292721_n

ทุกคนผู้เกิดในโลกย่อมมีมารดาบิดา

เมื่อกล่าวเพียงเท่านี้ ดูไม่เป็นของประหลาดอันใด เพราะเป็นธรรมดาของโลก แต่เมื่อหยั่งให้ซึ้งลงไปจึงจักเห็นว่า ท่านไม่เป็นเพียงแต่มารดาบิดา ยังทรงไว้ซึ่งคุณูปการเป็นอเนก เหตุนั้นจึงจัดเป็นบุพการีอันสำคัญยิ่ง ตั้งอยู่ในฐานพรหม เป็นบุรพาจารย์และเป็นอาหฺเนยยของบุตร
เทพยดาผู้พิเศษหมู่หนึ่ง มีนามว่าพรหม ซึ่งพวกพราหมณ์ถือว่า เป็นผู้ให้กำนิดแก่สรรพสัตว์ และได้คอยอภิบาลรักษาประชาชนชาวโลกทั่วเมทนีดล ด้วยทรงพรหมวิหารไว้เป็นนิจกาล ประดุจทรงไว้ซึ่งจตุรพักตร์ ซึ่งสามารถจักเหลือบดูแลสรรพสัตว์ทั้ง๔ทิศ ฉันใด มารดาบิดาก็เป็นผู้ให้กำเนิดและทรงพรหมวิหารไว้ในบุตรธิดาประดุจพรหม ฉันนั้น
ต่อจากนั้นท่านยังประสิทธิประสาทความรู้ความสามารถก่อนที่อาจารย์อื่นจะได้ประสาทความรู้ความสามารถให้เหตุนั้นจึงตั้งอยู่ในฐานเป็นบุรพาจารย์
เพราะคุณูปการอันเป็นประธานทั้งสองนี้ จึงตั้งอยู่ในที่เป็นอาหุเนยยของบุตร ที่บุตรจะพึงนำมาสักการะมาบูชามารดาบิดา ด้วยเหตุเป็นผู้มีคุณูปการดังกล่าว มีคำกล่าวพรรณนาพระคุณมากมาย อาทิ
    คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา
    คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง
    คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ
    คุณพระอาจารย์ อาจสู้สาคร
บุตรผู้เป็นกตัญญูกตเวที รู้จักหน้าที่แห่งตนโดยชอบแล้ว ย่อมสนองคุณท่านจนสุดความสามารถ รู้สึกประหนึ่งว่า ตนเป็นหนี้บุญคุณท่านอยู่เป็นนิจ พึงทำกิจที่พึงกระทำเพื่อตอบแทนสนองคุณท่าน
เมื่อถึงคราวที่ตนสามารถรับหน้าที่เลี้ยงดูท่าน พึงเลี้ยงดูตอบแทนท่านทั้งกายและใจ
ช่วยทำกิจกรรรมของท่านให้แล้วเสร็จไป
ปฏิบัติตนให้สมแก่ที่จะดำรงวงศ์สกุล
เอาใจใส่รักษาทรัพย์สมบัติอันท่านมอบให้ไม่ให้เสื่อมไปโดยใช่เหตุ
ถ้าสามารถยิ่งกว่านั้น ก็พึงชักนำท่านให้ตั้งอยู่ในความดี ในที่สุดเมื่อท่านล่วงลับไปก็พึงทำบุญอุทิศให้ตามประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนา
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้บุญคุณท่าน เมื่อถึงคราวที่ควรจะทำ แม้ตั้งใจอยู่แต่ไม่สามารถด้วยประการใดๆก็ตาม จัดว่าเป็นผู้อาภัพ ไม่ทำความเบิกบานใจให้เกิดแก่ท่านผู้เป็นเจ้าพระคุณแห่งตน
ต่อได้ทำแล้วตามหน้าที่ จึงจะชื่อว่าเป็นคนดี เป็นคนไม่อาภัพ ได้รับความสุขจิตว่า กิจอันควรทำนั้น ได้ทำแล้ว พาให้ปลอดโปร่งใจ
การบำรุงมารดา บิดา ย่อมเป็นปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความเจริญสุขสิริสวัสดิ์

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นการบำรุงมารดาบิดาเป็นมงคลอันอุดม

พ่อและแม่      มีคุณ        กับลูกมาก

สู้ลำบาก        หาเลี้ยง    จนโตใหญ่

ยอมอดยาก   เพื่อลูก      อยู่ร่ำไป

ถ้าลูกได้        ตอบแทน   ก่อมงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

     ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่   
ภาพประกอบ
:https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/802363086550917/?type=1&theater

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 9 : วินโย จ สุสิกขิโต การมีวินัยที่ศึกษาดี

11164804_742449402542286_2104546228627634398_n


วินัย กล่าวโดยเฉพาะได้แก่ ขนบธรรมเนียมที่ตั้งไว้สำหรับคณะบุคคลผู้อยู่ในคณะใด  ก็ต้องรักษาวินัยแห่งคณะนั้นให้เคร่งครัด

อาทิบรรพชิต….ต้องรักษาวินัยแห่งบรรพชิต ทหาร…..ต้องรักษาวินัยแห่งทหาร บรรพชิตและทหารไม่รู้จักรักษาวินัยก็ใช้ไม่ได้  วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ย่อมทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูงามประดุจดอกไม้ที่ช่างร้อยให้เป็นพวงหรือจัดวางไว้บนพาน ย่อมเป็นของดูงามตาเพราะระเบียบนั้นเอง

แต่ถ้าไม่ได้จัด ปล่อยให้คละกัน ถึงบางดอกจะมีสีอันน่าชม มีกลิ่นหอม ก็ยังไม่น่าดูเพราะคละกันอยู่นี้ฉันใด บุคคลผู้อยู่เป็นหมู่เป็นคณะเดียวกันก็ฉันนั้น ถ้ามีขนบธรรมเนียมและกิริยามารยาทผิดแผกไปจากหมู่คณะก็ไม่น่าดูชม ต่อรักษาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ยิ่งหย่อนสมควรกัน จึงจะน่าดูน่าชม เป็นที่ตั้งแห่งสรรเสริญ

เพราะฉะนั้นวินัยแห่งคณะจึงเป็นของที่จำต้องศึกษาเพราะเป็นเหตุนำความเจริญมาแก่ตน และแก่หมู่คณะเป็นเอนกประการ  กล่าวโดยทั่วไปได้แก่ ความประพฤติอันไม่ผิดไปจากหลักแห่งธรรม ที่เรียกว่าธรรมจริยา ตลอดจนความมีกิริยาวาจาเป็นสุภาพชน รวมแล้วว่าสุจริตทั้งมวลล้วนอยู่ในวงแห่งวินัยแห่งนั้น

คฤหัสถ์ คือ ชาวบ้านผู้ครองเหย้าเรือน จำเป็นต้องมีที่พึ่งป้องกันเวรภัยโทษทุกข์ในปัจจุบันและอนาคต จึงต้องมีวินัยเอาไว้ควบคุมชีวิตจิตใจ ให้ดำเนินไปในทางดีทางชอบ เรียกว่า อาคาริยวินัย จำแนกออกเป็น 4 คือ

1 ไตรสรณาคมน์ เป็นวินัยเบื้องต้นสำหรับควบคุมจิตใจให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและน้อมนำมาอบรมตน

2 ศีล 5 หรือเบญจศีล นี้เป็นข้อห้ามเบื้องต้นของชาวบ้านที่จะต้องระมัดระวังงดเว้นตลอดกาล และยังเป็นวินัยพื้นฐานของวินัยทุกประเภท

3 ศีล 8 หรืออุโบสถศีล เป็นวินัยที่ควบคุมจิตใจ ให้ห่างไกล จากกามกิเลส หรืออารมณ์ต่างไ เช่น รัก โลภ โกธรหลง เป็นอุบายอบรมจิตใจให้ผ่องใสขึ้นไป

4 กุศลกรรมบถ ดรรมดีที่เป็นบุญเป็นกุศล และเป็นทางให้เกิดความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า จำแนกออกเป็นกายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3

บุคคลผู้ศึกษาวินัยดีแล้ว ย่อมมีกายวาจาใจ ล้วนเป็นสุจริต จะทำจะพูด จะคิด ล้วนแต่ปราศจากความเบียเเบียนผู้อื่น    ทั้งมีกิริยาวาจาเป็นสุภาพชน พ้นจากข้อที่จะพึงครหา ร่วมกันจรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น มีชีวิตที่เจริญไปด้วยคุณธรรมก้าวหน้าไปตามลำดับ ปราศจากโทษทุกข์ในภพนี้และภพหน้า เพราะห่างจากสิ่งที่เป็นบาปเวรภัย

เพราะฉะนั้น วินัยที่ศึกษาดีแล้วจึงนำมาซื่งมงคลความเจริญอีกประการหนึ่ง


มีระเบียบ             แบบแผน          เป็นแกนหลัก

ไว้บังคับ              กิริยา               อัชฌาสัย

เป็นคนดี             ต้องดี                ซึ่งวินัย

คอยคุ้มภัย           ให้เรา                เกิดมงคล


ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/296896040430960/photos/pb.296896040430960.-2207520000.1439515051./742449402542286/?type=3&theater

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 8 : สิปปญ จ การศึกษาศิลปวิทยา

11207297_777177455736147_5401259363646633990_n

ศิลปได้แก่ หัตถโกศล คือความฉลาดในหัตกรรม

ความศึกษาอันเป็นเหตุเจริญวิทยาความรู้ ความฉลาด อันไม่เกี่ยวกับวิชาช่าง เรียกพาหุสัจจะ

ส่วนความศีกษาอันเป็นส่วนวิชาช่าง เรียกว่าศิลปในสิปปกถา แห่งธรรมนิติ ได้รวมวิชา 18 อย่างว่าเป็นศิลปอันได้แก่

  1. วิชาฟังเสียงคน สัตว์ รู้ว่าดีหรือร้าย
  2. วิชาเข้าใจในระเบียบ
  3. วิชาคำนวณ
  4. วิชาการช่าง
  5. วิชาแบบแผนราชการ
  6. วิชาการค้า
  7. วิชาระบำ
  8. วิชากายบริหาร
  9. วิชาสำแดงแผลงธนู
  10. วิชารู้เลห์กโลบาย
  11. วิชาโบราญคดี
  12. วิชาการแพทย์
  13. วิชากาพย์ตำนาน
  14. วิชาดาราศาสตร์
  15. วิชาพิชัยสงคราม
  16. วิชาพูด
  17. วิชาร่ายมนต์
  18. วิชาไวยากรณ์

ศิลปนี้ทางพระพุทธศาสนา จัดเป็นนาถกรธรรมประการหนึ่งคือ ความเป็นผู้ขยันในกิจที่พึงกระทำ

ยกตัวอย่าง พระอานนท์เป็นผู้สามารถรู้พระบรมพุทธาธิบาย ตัดจีวรตามแบบอันนาในแคว้นมคธถวายไดรับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ฉลาด รู้เนื้อความที่กล่าวโดยย่อให้พิศดารได้

ในฝ่ายของโลกศิลปยิ่งเป็นของสำคัญ เพราะความเจริญของโลกเนื่องอยู่ด้วยความเจริญของศิลป ศิลปยิ่งเจริญขึ้นเพียงใดโลกก็เจริญขึ้นเพียงนั้น พึงเห็นได้ในสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นหลากหลายพ้นที่จะพรรณนา ทั้งยังเดาไม่ได้ว่าภายหน้าจะมีหรือจะเป็นอย่างไรอีกต่อไป เหล่านี้ล้วนเป็นพยานแห่งความเจริญของศิลป

ศิลปนั้นไม่ได้นำมาเฉพาะความเจริญอย่างเดียว ย่อมนำมาทั้งความพินาศด้วย เพราะความเจริญแห่งศิลปเป็นเหตุให้มนุษย์ประดิษฐ์คิดทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการเบียดเบียนกันและกัน ให้วิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น พึงเห็นในคราวมหาสงคราม ชีวิตมนุษย์ถึงความพินาศไปนับไม่ถ้วนก็ด้วยอำนาจแห่งศิลป

เพราะฉะนั้นตามมติแห่งพระพุทธศาสนา จึงจัดแต่เฉพาะศิลปที่ปราศจากความเบียดเบียนต่อชีวิตผู้อื่นเท่านั้นว่าเป้นอุดมมงตล เพราะเป็นเหตุแห่งความเจริญ

อันศิลปนี้มีอยู่ในบุคคลใด และบุคคลนั้นรู้จักนำไปใช้แต่ทางที่ควร ก็ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความเจริยด้วยเหตุนั้น ผู้มีศิลปจึงชื่อว่าเป็นผู้มีมงคลความเจริญ


ศิลปศาสตร์               ทุกอย่าง             ควรเรียนรู้

จำจากครู                 สั่งสม                 ให้มากหลาย

ศึกษาไว้                   เลี้ยงตัว               กันอดตาย

การมุ่งหมาย              ไฝ่รู้                   ก่อมงคล


ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
         ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ : https://www.facebook.com/296896040430960/photos/pb.296896040430960.-2207520000.1439431293./777177455736147/?type=3&theater

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 7: พาหุสจจญ จ การตั้งใจฟังโดยมาก

11222953_777228272397732_5135095398699918832_n

พาหุสัจจะ แปลว่า ความสดับมาก โดยอรรถได้แก่การศึกษา

การศึกษานั้นย่อมเป็นของสำคัญ  เพราะเป็นเหตูส่งเสริมให้คนมีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น คนเราแม้จะมีเชาวว์ไหวพริบมาแต่กำเนิดสักเพียงไรก้ดี แต่ถ้าขาดการศึกษา เชาว์ไหวพริบอันมีอยู่ก็เป็นหมัน ไม่ทำประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นของนิยมของคนทั่วไป
บุคคลที่ปรากฎว่าเป็นผู้มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เฉียบแหลม จะเป็นสมัยใดใดก็ตาม ล้วนต้องเป็นผู้อยู่ในวงแห่งการศึกษาทั้งนั้นจะนอกไปจากนี้หาได้ไม่ แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาซึ่งจะสำเร็จเป็นความเจริญแก่บุคคล ยังต้องอาศัยบุคคลรู้จักใช้ให้สำเร็จประโยชน์และปฏิบัติตนสมแก่ความรู้
พระพุทธาษิตมีอยู่ กล่าวแต่ใจความว่า บุคคลในโลกมีอยู่ 4 จำพวก
พวกที่หนึ่ง ศึกษาน้อย ทั้งไม่หยั่งทราบเหตุผล เป็นผู้ปฏิบัติไม่สมควร
พวกที่สอง ศึกษาน้อย แต่หยั่งทราบเหตุผล เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
พวกที่สาม ศึกษามาก แต่ไม่หยั่งทราบเหตุผล เป็นผู้ปฏิบัติไม่สมควร
พวกที่สี่  ศึกษามาก ทั้งหยั่งทราบเหตุผล  เป็นผู้ปฏิบัติสมควร

แล้วทรงติพวกที่หนึ่ง พวกที่สาม ทรงสรรเสริญพวกที่สี่และสอง

ตามนัยแห่งพุทธภาษิต สันนิษฐานได้ว่า บุคคลแม้ประกอบด้วยการศึกษา แต่ไม่ใช้ความรู้ให้สำเร็จประโยชน์ และปฏิบัติตนไม่สมควร ความศึกษาก็ไร้ผล ต่อรู้จักใช้และปฏิบัติตนดี จึงจะสามารถส่งเสริมบุคคลให้ยิ่งขึ้นไป
พาหุสัจจะที่จัดเป็นมงคลนั้น ก็เพราะเหตุแห่งความสรรเสริญ และเป็นเหุตุให้ละความเขลา ก้าวขึ้นสู่ความฉลาด ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วนั้น สมเด็จพระบรมโลกนาถ จึงตรัสว่า…………
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกที่เป็นผู้สดับ ย่อมละอกุศล
บำเพ็ญกุศล ละกรรมอันมีโทษ
บำเพ็ญกรรมอันปราศจากโทษ
ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์
เมื่อบุคคลผู้เจริญด้วยการศึกษาถือปฏิบัติ อบรมตนให้เป็นคนดี ในไตรภพ กระทั่งเป็นคนบริสุทธ์ หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็นมงคลยอดชีวิต เพราะเป็นเหตุให้บุคคลนั้น เจริญด้วย มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ และนิพพานสมบัติ ชื่อว่าดำเนินตนอยู่ในทางแห่งความเจริญ จัดว่าเป็นมงคลแก่ตนประการหนึ่ง

การจะเป็น      พหูสูต        นั้นไม่ยาก

คือฟังมาก     หลายหน      จนคุ้นหู

ฟังธรรมมะ    ทุกวัน          จากเจ้ากู

จะได้รู้        หลักธรรม       ย้ำมงคล


ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

         ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 6: อตุตสมุมาปณิธิ จ ความตั้งตนไว้ชอบ

11698398_775455469241679_4203768601534995883_n

ความตั้งต้นไว้ชอบ เป็นปัจจัยที่จักก่อให้เกิดมงคล ความเจริญที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

คน หมายถึง อัตตภาพทั้งสิ้น พร้อมทั้งจิตอันเป็นผู้บังคับการ

อัตตภาพมีหน้าที่เป็นผู้รับอารมณ์ทางประสาททั้ง5 แล้วส่งความรู้สึกเข้าไปทางจิต

ส่วน จิตมีหน้าที่เป็นผู้นึกคิดในอารมณ์นั้นๆ แล้ววินิจฉัยว่าเป็นสุข นั่นเป็นทุกข์ แล้วนำอัตภาพให้รู้สึกตามด้วยนี้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง จิตได้อาศัยเจตสิก(คืออารมณ์อันปรุงจิต) นำให้น้อมคิดไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วและบงการให้อวัยวะนั้นๆทำกิริยาวาจาต่างๆไปตามประสงค์ของตน

อัตตภาพเป็นประดุจหุ่น จิตเป็นประดุจคนเชิดชักสายใยให้กระดิกไปอย่างนั้น… จิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความตั้งตน คือวามตั้งจิต

ถ้าจิตดี…..บริฐูรณ์ด้วยคุณธรรม จะทำหรือจะพูดก็ล้วนเปนสุจริต นำบุคคลให้ประสบสุข

ถ้าจิตร้าย…. เพราะปล่อยให้กิเลศเข้าครอบงำ จะทำจะพูดก็เป็นทุจริต นำให้ถึงทุกข์

ฉะนั้นบุคคลผู้ปรารถนาความสุขความเจริญให้บังเกิดแก่ตน จึงควรตั้งตน คือ ตั้งจิตไว้ในทางที่ชอบ

ทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ?

   พึงพิจารณาดูตนของตนเอง เมื่อเห็นว่าคุณธรรมอันใดยังบกพร่อง ก็พึงอบรมให้มีบริบูรณ์ยิ่งขึ้น  เมื่เห็นว่าบาปธรรมอันใดยังมีอยู่ ก็พึงละให้หมดไป ดังนี้ได้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบประการหนึ่ง

   และอีกประการหนึ่ง ประพฤติตนให้สมแก่ภูมิชั้นของตน ซึ่งเรียกว่า อตตญญตา …. ความเป็นผู้รู้จักตน ว่าเรา โดยชาติ สกุล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้และคุณธรรม เพียงเท่านี้ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร ดังนี้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ

สรุปได้ก็คือ พึงอบรมคุณธรรมให้มีบริบูรณ์ในตน และรู้จักประมาณตนในที่ทุกสถาน ไม่มีมานะอหังการเพราะเหตูชาติ สกุล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้และคุณธรรมอันมีอยู่ในตน

บุคคลผู้ตั้งต้นไว้ชอบ แม้แต่เดิมจะมีพื้นเพอันด้อยมาก่อน ก็สามารถที่จะยกขึ้นสู่ฐานะอันสูงได้

          เมื่อตนยังไม่มีศีล…..          ก็ให้ตั้งตนอยู่ในศีล

         เมื่อตนยังไม่มีศรัทธา          ก็ให้ตั้งตนอยู่ในศรัทธา

         เมื่อตนยังมีความตระหนี่    ก็ให้ตั้งตนอญุ่ในการบริจาค

ด้วยเหตุการตั้งตนไว้ชอบดังกล่าว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสแสดงไว้ในมงคลสูตรอีกประการหนึ่ง

ฉะนั้น ผู้ปรารถนาความเป็นมงคลให้เกิดแก่ตน พึงควรปฏิบัติตามนัยนี้เป็นลำดับไป

การตั้งตน              ไว้ดี                   ศรีสวัสดิ์

กล่าวให้ชัด            เป็นคน             ไม่ทุศีล

หมดตระหนี่          บริจาค               เป็นอาจิณ

ไม่สูญสิ้น               ศรัทธา              พามงคล

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 5 : ปุพเพ จ กตปุญญตา การทำบุญไว้ในปางก่อน

11240484_777655172355042_8913863140629286248_n

บุญ หมายถึง การกระทำดี คุณงามความดี

การทำบุญไว้ในปางก่อน หมายความว่า ได้อบรมความดี บำเพ็ญบุญบารมี ในการที่ล่วงแล้วเป็นลำดับมา เป็นเหตุให้บุคคลแลเห็นผลแห่งความดีที่ตนได้รับอยู่ในปัจจุบัน

บุญบารมี นี้ก็คือ บารมี 10 ประการ อันประกอบด้วย ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี  ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี  อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี  และอุเบกขาบารมีบารมีดังกล่าวชายและหญิงผู้เกิดมาในชาติปัจจจุบัน พอรู้ความก็ได้เริ่มบำเพ็ญบารมี ทั้งนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือคุณความดีอย่างอื่นๆ ด้วยความอุตสาหะมาจนถึงวันวานนี้ก็ดี ผู้ได้บำเพ็ญบารมีเหล่านี้หรือคุณความดีอย่างอื่นอีกมาแต่ชาติอดีต ชื่อว่าเป็นผู้มีบารมีมาก่อน ได้ทำบุญไว้ในปางก่อน

ธรรมดาบุคคลย่อมปรารถนาความเจริญแห่งตน ด้วยกันทั้งนั้น แต่ความเจริญที่บุคคลปรารถนาอยู่นั้น เป็นตัวผล บุคคลจะได้ด้วยลงทุนทำความดีอันเป็นด้วยเหตุไว้ก่อน

ถ้าเป็นแต่ปรารถนาแต่มิได้ลงทุนทำความดี ผลอันเป็นกำไรจะมีมาแต่ไหน

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ปรารถนาผลคือความเจริญ จึงควรอบรมความดีคือบุญอันเป็นตัวเหตุก่อน เมื่อได้อบรมบุญอันเป็นเหตุไว้ก่อนแล้ว ผลคือความเจริญแมไม่ต้องปรารถนาก็คงจะมีมาแน่นอน


อนึ่ง บุคคลผู้ใดกระทำบุญนั้น ท่านเปรียบว่าเป็นประดุจฝังขุมทรัพย์ไว้ ทั้งเป็นขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะเป็นของที่ใช้ไม่รู้จักหมด

สมบัติแม้ของมหาเศรษฐีนับด้วยโกฎิ ถ้าเจ้าของไม่รู้จัประหยัด ใช้สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักใช้ในทางอันควร และไม่ควร จนรายจ่ายท่วมรายได่อยู่เสมอ ก็ต้องถึงความหมดสิ้นลงในคราวหนึ่ง

ส่วนขุมทรัพย์คือบุญ แม้จะใช้จ่ายโดยประการใดก็ไม่รู้จักหมดสิ้น กลับจะเพิ่มพูนให้เกิดความเจริญยิ่งขึ้นเสียอีก  ประดุจบุคคลใช้ทุนหมุนเวียนให้เกิดกำไรยิ่งขึ้นฉะนั้น

ขุมทรัพย์คือบุญท่านจัดเป็นขุมทรัพย์อันมั่นคง ที่สุดในโลก เพราะความดีที่บุคคลได้กระทำไว้ ก็เป็นของบุคคลนั้นเสมอไป ไม่มีโจรคนใดที่สามารถจะลักหรือแย่งชิงนำไปได้ ทั้งจะติดตัวไปทุกสถานที่

แม้ทรัพย์ที่บุุคลฝากไว้ในธนาคาร อันนับว่าเป็นหลักฐานมั่นคง ก็ยังไม่มั่นคงเท่า ปุพเพกตปุญณตาคุณเป็นที่ตั้งแห่งความสมบูรณ์ด้วยคุณสารสมบัติ ด้วยเหตุประการฉะนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสสรรเสริญไว้ว่า เป็นสมบัติจักรประการหนึ่งประดุจด้วยรถอันพาผู้ขึ้นให้ลุถึงสถานมุ่งหมายฉะนั้น

เพราะเหตุที่การได้ทำบุญไว้ในปางก่อนเป็นต้นทุนให้เกิดกำไรคือความเจริญในปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงตรัสการทำบุญในปางก่อนเป็นอุดมมงคง

ในกาลก่อน          ทำบุญ          เอาไว้มาก

บริจาค                   สิ่งของ          ต้องประสงค์

มาชาตินี้               บุญช่วย        จึงมั่นคง

จิตจำนงค์             อยู่ดี               มีมงคล

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 4 : ปฏิรูปเทสวาโส จ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม

11012110_778725458914680_776259330769584376_n

    บุคคลก็ดี คณะก็ดี มีอาชีวะอย่างใด มีกิจการงานอย่างใด จำจะต้องอยู๋ในถิ่นอันเหมาะเจาะแก่อาชีวะอย่างนั้น จำต้องอยู่ในถิ่นอันเหมาะเจาะแก่อาชีวะอย่างนั้น กิจการอย่างนั้น

    บุคคลมีอาชีวะในทางกสิกรรม ก็ควรต้องมีพื้นที่อันเหมาะ ไม่ดอนเกินไป ไม่ลุ่มเกินไป มีทางไปมาสะดวกแก่ผู้รับซื้อ เช่นนี้การกสิกรรมของเขาย่อมมีผลดีกว่าบุคคลผู้อยู่ในอันไม่เหมาะอย่างนั้น

    บุคคลผู้ประกอบอาชีวะในทางค้าขาย ก็ต้องอยู่ในที่อันเป็นทำเลแห่งการค้าขาย

    บุคคลผู้ปรารถนาในการเล่าเรียน ก็ต้องอยู่ในที่อันไม่ติดขัดแก่การเล่าเรียน อาชีวะหรือความปรารถนาของเขาจึงจะเผล็ดผลสมความมุ่งหมายได้ ไม่เช่นนั้น ผลทีจะพึงได้ก็คงบกพร่อง ฉะนั้นการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แม้ความเป็นไปแห่งพระพุทธศาสนาก็เนื่องด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในกรุงราชคฤห์ แห่งมคธรัฐ ก่อนที่อื่นก็ด้วยเหตุนี้เอง

    แต่ถิ่นฐานอันเป็นปฏิรูปประเทศ อันหมายถึงถิ่นที่เหมาะสมในสมัยหนึ่ง ครั้นถึงสมัยอื่นอาจกลายเป็นไม่ใช่ปฏิรูปประเทศไปก็ได้ เพราะคติของธรรมดานั้นอาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น แม่น้ำลำคลองเปลี่ยนกระแสไปทางอื่น ทำให้ที่นั่นตื้นเขิน ไม่สะดวกแก่การไปมาบ้าง หรือที่อื่นได้รับการบำรุงให้เกิดเป็นทำเลดีกว่า มหาชนพากันอพยพไปตั้งเสียที่นั้นบ้าง

หรือเจ้าของถิ่นไม่เอาใจใส่ป้องกันแก้ไขให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง แห่งคติธรรมดา ไม่ทำนุบำรุงให้ทัดเทียมกับถิ่นที่ใกล้เคียง จนไม่อาจรักษาความเป็นอิสรภาพแห่งถิ่นฐานของตนไว้ได้ ถิ่นที่อาศัยอันเคยเป็นปฏิรูปเทศก็กลายเป็นไม่ใช่ปฏิรูปเทศไป ตัวอย่างเช่น ในชมพูทวีป ซึ่งเรียกในบัดนี้ว่า ประเทศอินเดีย อันเคยเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา แต่ภายหลังเหล่าพุทธศาสนิกชนหย่อนกำลังลง ไม่อาจทานพวกที่ถือศาสนาอื่น จึงต้องย้ายไปตั้งประเทศอื่น รวมทั้งที่เป็นประเทศแห่งเรานี้ด้วย

แม้ในประเทศที่นับถือพระพุทธศสานาด้วยกันเล่า ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกับเราไม่รักษาความเป็นอิสรภาพแห่งตนไว้ได้ ต้องตกอยู่ในอำนาจแห่งประเทศอื่น นี่ก็ไม่จัดเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา ความเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา ตกอยู่แก่ประเทศเรานี้ก็เพราะเรารักษาความเป็นอิสรภาพเอาไว้ได้

ความเป็นไปแห่งบุคคลหรือแห่งคณะ ถิ่นที่สมควรอยู่ในถิ่นที่เหมาะเจาะเหมาะสมแก่อาชีวะหรือกิจการ จึงเป็นเหตุแห่งความเจริญทั้งในทางคดีโลก คดีธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอุดมมงคล

การอยู่ใน      ประเทศ        อันเหมาะสม

คนนิยม         เอื้อเฟื้อ         เผื่อแผ่ให้

ทุกคนดี        ช่วยกัน          มีน้ำใจ

มีเยื่อใย          ต่อกัน            เป็นมงคล

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 3 : ปูชา จ ปูชนียานํ การบูชาคนที่ควรบูชา

11666156_778726428914583_3575826210935662903_n

คนเรานับถือบุคคลหรือวัตถุอย่างใด ก็บูชาบุคคลหรือวัตถุอย่างนั้น ด้วยหวังว่าจะเป็นความดีความเจริญแก่ตน

      ผลที่จะพึงได้ ก็อยู่ที่บูชาบุคคลผู้ควรบูชาหรือไม่ ถ้าเป็นผู้ควรบูชา ก็ย่อมให้เกิดผลแก่ผู้บูชาได้ตามฐานะและโอกาส ถ้าบูชาบุคคลผู้ไม่สมควรบูชาก็ปราศจากประโยชน์ ถ้าตนรู้เข้าในภายหลังแล้วก็จะรู้สึกเสียใจว่าไม่ควรที่จะบูชาคนเช่นนั้น เพระเหตุนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้บูชาจะพึงเลือกแต่ผู้ที่สมควรบูชา

     บุคคลผู้ทรงคุณธรรม อาจชี้แจงชักนำให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ และท่านผู้เป็นเจ้าพระคุณแห่งตน

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 2 :ปณฑิตานญํจ เสวนา การคบบัณฑิต

11667410_778728392247720_8842467771380514866_n
บัณฑิต มีลักษณะตรงข้ามจากชนพาล คือ ท่านเป็นอยู่และดำเนินในประโยชน์กิจด้วยปัญญา ไม่มีที่จะคิดให้ร้ายแก่ใครๆ
บัณฑิตเป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี  เหลียวแลถึงประโยชน์ของผู้อื่นไม่ดูดาย และย่อมแสวงหาผลประโยชน์ 2 ประการได้แก่ ประโยชน์โลกนี้ และประโยชน์ในโลกหน้า

บัณฑิตมี 2 ประเภทคือ บัณฑิตภายนอก คือคนอื่นที่เป็นบัณฑิต และบัณฑิตภายใน…ตัวเราเองที่มี กาย วาจา และใจดีงาม

ลักษณะของการคบบัณฑิตมี 9 ประการคือ

  • การไปมาหาสู่
  • การเข้าตีสนิทชิดชอบ
  • ความจงรัก คือรักใคร่กันจริง
  • ความภักดี คือนับถือเลื่อมใสซื่อตรงต่อกัน
  • เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็นด้วยกัน
  • เป็นเพื่อนร่วมกิจร่วมอยู่ด้วยกัน
  • ดำเนินตามอย่าง

ผู้เข้าสมาคมกับบัณฑิตด้วยการลักษณะแห่งการคบบัณฑิตดังกล่าว ชื่อว่าคบบัณฑิต

คบคนเช่่นใดก็เป็นคนเช่นนั้น ผู้คบบัณฑิตก็พลอยเป็นบัณฑิตไปด้วย แม้ถึงหากจะไม่ดีขึ้น ก็ยังชื่อได้ว่าอยู่ใหมู่บัณฑิต   ย่อมเป็นสิริแก่ตน  

ดุจใบไม้ห่อของหอม ก็พลอยหอมไปด้วย ผู้คบมิตรชั่วแม้จะไม่ชั่วไปตาม ก็ยังเสียชื่อเสียงว่าสมาคมกับคนชั่ว ดุจคนเดินทางร่วมโจร แม้มิใข่โจรก็ยังพลอยถูกอันตรายด้วย

ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตนั้น แม้เมื่อเราคบเพียงครั้งดียว การคบนั้นก็ให้เราเป็นสุขอยู่เป็นนิตย์  และสนับสนุนให้เรามีชื่อเสียงเกียรติคุณ

ผู้ใดคบหาบัณฑิตแล้วย่อมจะชักพาให้ทำดี คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ชวนให้ประพฤติอยู่ในสุจริตทั้ง 3ได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต

  • กายสุจริต คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และไม่ร่วมประเวณีในสตรีที่เขาหวง
  • วจีสุจริต  คือ ไม่พูดปดผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดคำที่ไม่มีประโยชน์
  • มโนสุจริต คือ ไม่โลภคิดอยากได้ของผู้อื่น ที่เขาไม่ให้ ไม่อาฆาตพยาบาทผูกเวร และไม่เห็นผิดจาพระพุทธศาสนา

การคบบัณฑิตเป็นเหตุให้ผู้คบนั้น เจริญด้วยสรรพสมบัติ เลื่อนฐานะของตนให้สูงขึ้นกว่าภาวะเดิม มีกาย วาจา ใจดีงาม มีชีวิตก้าวดำเนินไปอย่างสะดวก ราบรื่นปลอดภัย ปราศจากอุบาทว์และอุปสรรค ไม่โศกเศร้าในท่ามกลางหมู่คนผู้โศกเศร้า สง่างามท่ามกลางหมู่ญาติ เป็นผู้มีความสุขอยู่ตลอดกาล และหลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นเป็นที่สุด

ฉะนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส การคบบัณฑิตเป็นเหตุแห่งมงคลความเจริญ

ใบพ้อพันห่อหุ้ม                    กฤษณา

หอมระรวยรสพา                  เพริดด้วย

คนเสพเสน่หา                      นักปราชญ์

ความสุขทราบฤาม้วย       ดุจไม้กลิ่นหอม

ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info

รีวิว- มงคลชีวิต มงคลที่ 1 :อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบคนพาล

    11751457_781399748647251_6844679536152277189_n

     คนพาล หมายความว่า คนโง่ ไม่รู้จักประโยชน์ โลกนี้ โลกหน้า ปราศจากปัญญา เป็นอยู่ด้วยสักว่ามีลมหายใจ
    คนพาลผู้ละประโยชน์ในโลกนี้มี 4 ประการคือ
    1. เป็นคนขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่ทำกิจกรรมการงาน และหาวิชาความรู้ที่จะนำมาซึ่งลาภผล 1
    2. ไม่รักษาทรัพย์ของตนด้วยอุบายแห่งปัญญา 1
    3. เลี้ยงชีวิตด้วยความประมาททรัพย์ คือทรัพย์น้อย แต่กินมาก 1
    4. คบคนพาลสันดานเป็นบาป 1
    คนพาลผู้ละประโยชน์ในโลกหน้า มี 5 ประการคือ
      1. ไม่มีศรัทธราในความเชื่อพระรัตนตรัย 1
      2. ไม่มีศีล 5 ศีล 8 เครื่องรักษากายวาจา 1
      3. ไม่มีการฟังธรรมเทศนา 1
      4. ไม่มีการบริจาคทานข้าวน้ำ 1
      5. ไม่มีปัญญาพิจารณาสังขาร 1
                  บุคคลผู้ละเสียประโยชน์ทั้ง 2 ประการดังกล่าว เรียกว่า คนพาล
                  อนึ่ง คนพาลมีอาการ 3 คือ ลักษณะ นิมิต และอุปทาน
              • ลักษณะ นั้นได้แก่ มโนทุจริต 3 ความเพ่งเล็งลักของเขา  ความพยาบาท ความโกธรผูกเวรเขา และความเห็นผิดจากพุทธศาสนา
              • นิมิต นั้นได้แก่ วจีทุจริต 4  คือกล่าววาจาล่อลวง อำพรางผู้อื่น กล่าวส่อเสียดยุยงให้เขาแตกร้าวกัน กล่าวคำหยาบมีด่าพ่อแม่เป็นต้น และกล่าวแต่เรื่องราวไม่มีประโยชน์
              • อุปทาน นั้นได้แก่ กายทุจริต 3 คือ ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตให้ตาย ลักสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตัวเอง และการล่วงประเวณีที่เขาหวง
                  ลักษณะเครื่องหมายที่สามารถเห็นได้ชัด และรู้ว่า เป็นคนพาล ประการสำคัญที่สุด เขาสามารถที่จะกระทำความทุจริตได้ไม่อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว
                                  ผู้เข้าคลุกคลีกับคนพาลด้วยการไปมาหาสู่ ตีสนิท ชิดชอบ จงรักภักดี เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็น เป็นเพื่อนร่วมกินร่วมอยู่และดำเนินตามอย่าง คือทำตามข้อประพฤติของคนพาล
                คนพาลมี 2 ประเภท คือ พาลภายนอก…. คนอื่นที่เป็นพาล และพาลภายใน …ตัวเราเองที่มีกายวาจาชั่ว

                การคบคนพาลไม่เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนเป็นคนเสื่อม ฉุดคร่าฐานะของตนลงให้ตกต่ำกว่าเดิมมีจิตใจเลวร้าย อันนำมาซึ่งความเดือดร้อนแห่งชีวิต

                ส่วนการไม่คบคนพาลเป็นเหตุให้เจริญด้วยสรรพสมบัติ เลื่อนฐานะของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องเดือดร้อนนอนทุกข์ มีกาย วาจา และใจอันดีงาม ซึ่งจักนำมาซึ่งความเจริญในชีวิต

                ฉะนั้นด้วยเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส การไม่คบคนพาลเป็นเหตุแห่งมงคลความเจริญ

                ฝูงหงส์เดินหลงเข้าสู่               ฝูงกา

                สีหราชเคียงโคคลา                        คลาดเต้า

                ม้าต้นระคนลา                                เลวชาติ

                นักปราชญ์พาลพาเคล้า              สี่นี้ไฉนงาม

                ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์

                          ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่

                ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info