มงคลที่ 16 : ธมฺจริยา จ ความประพฤตเป็นธรรม
https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/855417227912169/?type=3&theater
Photo :Discover Art .
บุตรธิดา เมื่อเกิด พ่อแม่เลี้ยง
ฝ้ากล่อมเกลี้ยง เลี้ยงดู ปูพื้นฐาน
มีหรือจน หาเลี้ยง ควรแก่กาล
เป็นผลงาน นับเข้า ในมงคล
ภาพประกอบ :
https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/802834453170447/?type=1&theater
บุตรผู้เป็นกตัญญูกตเวที รู้จักหน้าที่แห่งตนโดยชอบแล้ว ย่อมสนองคุณท่านจนสุดความสามารถ รู้สึกประหนึ่งว่า ตนเป็นหนี้บุญคุณท่านอยู่เป็นนิจ พึงทำกิจที่พึงกระทำเพื่อตอบแทนสนองคุณท่าน
เมื่อถึงคราวที่ตนสามารถรับหน้าที่เลี้ยงดูท่าน พึงเลี้ยงดูตอบแทนท่านทั้งกายและใจ
ช่วยทำกิจกรรรมของท่านให้แล้วเสร็จไป
ปฏิบัติตนให้สมแก่ที่จะดำรงวงศ์สกุล
เอาใจใส่รักษาทรัพย์สมบัติอันท่านมอบให้ไม่ให้เสื่อมไปโดยใช่เหตุ
ถ้าสามารถยิ่งกว่านั้น ก็พึงชักนำท่านให้ตั้งอยู่ในความดี ในที่สุดเมื่อท่านล่วงลับไปก็พึงทำบุญอุทิศให้ตามประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนา
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้บุญคุณท่าน เมื่อถึงคราวที่ควรจะทำ แม้ตั้งใจอยู่แต่ไม่สามารถด้วยประการใดๆก็ตาม จัดว่าเป็นผู้อาภัพ ไม่ทำความเบิกบานใจให้เกิดแก่ท่านผู้เป็นเจ้าพระคุณแห่งตน
ต่อได้ทำแล้วตามหน้าที่ จึงจะชื่อว่าเป็นคนดี เป็นคนไม่อาภัพ ได้รับความสุขจิตว่า กิจอันควรทำนั้น ได้ทำแล้ว พาให้ปลอดโปร่งใจ
การบำรุงมารดา บิดา ย่อมเป็นปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความเจริญสุขสิริสวัสดิ์
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นการบำรุงมารดาบิดาเป็นมงคลอันอุดม
พ่อและแม่ มีคุณ กับลูกมาก
สู้ลำบาก หาเลี้ยง จนโตใหญ่
ยอมอดยาก เพื่อลูก อยู่ร่ำไป
ถ้าลูกได้ ตอบแทน ก่อมงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ
:https://www.facebook.com/296896040430960/photos/a.297127177074513.71867.296896040430960/802363086550917/?type=1&theater
อาทิบรรพชิต….ต้องรักษาวินัยแห่งบรรพชิต ทหาร…..ต้องรักษาวินัยแห่งทหาร บรรพชิตและทหารไม่รู้จักรักษาวินัยก็ใช้ไม่ได้ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ย่อมทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูงามประดุจดอกไม้ที่ช่างร้อยให้เป็นพวงหรือจัดวางไว้บนพาน ย่อมเป็นของดูงามตาเพราะระเบียบนั้นเอง
แต่ถ้าไม่ได้จัด ปล่อยให้คละกัน ถึงบางดอกจะมีสีอันน่าชม มีกลิ่นหอม ก็ยังไม่น่าดูเพราะคละกันอยู่นี้ฉันใด บุคคลผู้อยู่เป็นหมู่เป็นคณะเดียวกันก็ฉันนั้น ถ้ามีขนบธรรมเนียมและกิริยามารยาทผิดแผกไปจากหมู่คณะก็ไม่น่าดูชม ต่อรักษาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ยิ่งหย่อนสมควรกัน จึงจะน่าดูน่าชม เป็นที่ตั้งแห่งสรรเสริญ
เพราะฉะนั้นวินัยแห่งคณะจึงเป็นของที่จำต้องศึกษาเพราะเป็นเหตุนำความเจริญมาแก่ตน และแก่หมู่คณะเป็นเอนกประการ กล่าวโดยทั่วไปได้แก่ ความประพฤติอันไม่ผิดไปจากหลักแห่งธรรม ที่เรียกว่าธรรมจริยา ตลอดจนความมีกิริยาวาจาเป็นสุภาพชน รวมแล้วว่าสุจริตทั้งมวลล้วนอยู่ในวงแห่งวินัยแห่งนั้น
คฤหัสถ์ คือ ชาวบ้านผู้ครองเหย้าเรือน จำเป็นต้องมีที่พึ่งป้องกันเวรภัยโทษทุกข์ในปัจจุบันและอนาคต จึงต้องมีวินัยเอาไว้ควบคุมชีวิตจิตใจ ให้ดำเนินไปในทางดีทางชอบ เรียกว่า อาคาริยวินัย จำแนกออกเป็น 4 คือ
1 ไตรสรณาคมน์ เป็นวินัยเบื้องต้นสำหรับควบคุมจิตใจให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและน้อมนำมาอบรมตน
2 ศีล 5 หรือเบญจศีล นี้เป็นข้อห้ามเบื้องต้นของชาวบ้านที่จะต้องระมัดระวังงดเว้นตลอดกาล และยังเป็นวินัยพื้นฐานของวินัยทุกประเภท
3 ศีล 8 หรืออุโบสถศีล เป็นวินัยที่ควบคุมจิตใจ ให้ห่างไกล จากกามกิเลส หรืออารมณ์ต่างไ เช่น รัก โลภ โกธรหลง เป็นอุบายอบรมจิตใจให้ผ่องใสขึ้นไป
4 กุศลกรรมบถ ดรรมดีที่เป็นบุญเป็นกุศล และเป็นทางให้เกิดความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า จำแนกออกเป็นกายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3
บุคคลผู้ศึกษาวินัยดีแล้ว ย่อมมีกายวาจาใจ ล้วนเป็นสุจริต จะทำจะพูด จะคิด ล้วนแต่ปราศจากความเบียเเบียนผู้อื่น ทั้งมีกิริยาวาจาเป็นสุภาพชน พ้นจากข้อที่จะพึงครหา ร่วมกันจรรโลงพระพุทธศาสนา เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น มีชีวิตที่เจริญไปด้วยคุณธรรมก้าวหน้าไปตามลำดับ ปราศจากโทษทุกข์ในภพนี้และภพหน้า เพราะห่างจากสิ่งที่เป็นบาปเวรภัย
มีระเบียบ แบบแผน เป็นแกนหลัก
ไว้บังคับ กิริยา อัชฌาสัย
เป็นคนดี ต้องดี ซึ่งวินัย
คอยคุ้มภัย ให้เรา เกิดมงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ศิลปได้แก่ หัตถโกศล คือความฉลาดในหัตกรรม
ความศึกษาอันเป็นเหตุเจริญวิทยาความรู้ ความฉลาด อันไม่เกี่ยวกับวิชาช่าง เรียกพาหุสัจจะ
ส่วนความศีกษาอันเป็นส่วนวิชาช่าง เรียกว่าศิลปในสิปปกถา แห่งธรรมนิติ ได้รวมวิชา 18 อย่างว่าเป็นศิลปอันได้แก่
ศิลปนี้ทางพระพุทธศาสนา จัดเป็นนาถกรธรรมประการหนึ่งคือ ความเป็นผู้ขยันในกิจที่พึงกระทำ
ยกตัวอย่าง พระอานนท์เป็นผู้สามารถรู้พระบรมพุทธาธิบาย ตัดจีวรตามแบบอันนาในแคว้นมคธถวายไดรับการสรรเสริญว่าเป็นผู้ฉลาด รู้เนื้อความที่กล่าวโดยย่อให้พิศดารได้
ในฝ่ายของโลกศิลปยิ่งเป็นของสำคัญ เพราะความเจริญของโลกเนื่องอยู่ด้วยความเจริญของศิลป ศิลปยิ่งเจริญขึ้นเพียงใดโลกก็เจริญขึ้นเพียงนั้น พึงเห็นได้ในสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นหลากหลายพ้นที่จะพรรณนา ทั้งยังเดาไม่ได้ว่าภายหน้าจะมีหรือจะเป็นอย่างไรอีกต่อไป เหล่านี้ล้วนเป็นพยานแห่งความเจริญของศิลป
ศิลปนั้นไม่ได้นำมาเฉพาะความเจริญอย่างเดียว ย่อมนำมาทั้งความพินาศด้วย เพราะความเจริญแห่งศิลปเป็นเหตุให้มนุษย์ประดิษฐ์คิดทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการเบียดเบียนกันและกัน ให้วิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น พึงเห็นในคราวมหาสงคราม ชีวิตมนุษย์ถึงความพินาศไปนับไม่ถ้วนก็ด้วยอำนาจแห่งศิลป
เพราะฉะนั้นตามมติแห่งพระพุทธศาสนา จึงจัดแต่เฉพาะศิลปที่ปราศจากความเบียดเบียนต่อชีวิตผู้อื่นเท่านั้นว่าเป้นอุดมมงตล เพราะเป็นเหตุแห่งความเจริญ
อันศิลปนี้มีอยู่ในบุคคลใด และบุคคลนั้นรู้จักนำไปใช้แต่ทางที่ควร ก็ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความเจริยด้วยเหตุนั้น ผู้มีศิลปจึงชื่อว่าเป็นผู้มีมงคลความเจริญ
ศิลปศาสตร์ ทุกอย่าง ควรเรียนรู้
จำจากครู สั่งสม ให้มากหลาย
ศึกษาไว้ เลี้ยงตัว กันอดตาย
การมุ่งหมาย ไฝ่รู้ ก่อมงคล
การจะเป็น พหูสูต นั้นไม่ยาก
คือฟังมาก หลายหน จนคุ้นหู
ฟังธรรมมะ ทุกวัน จากเจ้ากู
จะได้รู้ หลักธรรม ย้ำมงคล
ความตั้งต้นไว้ชอบ เป็นปัจจัยที่จักก่อให้เกิดมงคล ความเจริญที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
คน หมายถึง อัตตภาพทั้งสิ้น พร้อมทั้งจิตอันเป็นผู้บังคับการ
อัตตภาพมีหน้าที่เป็นผู้รับอารมณ์ทางประสาททั้ง5 แล้วส่งความรู้สึกเข้าไปทางจิต
ส่วน จิตมีหน้าที่เป็นผู้นึกคิดในอารมณ์นั้นๆ แล้ววินิจฉัยว่าเป็นสุข นั่นเป็นทุกข์ แล้วนำอัตภาพให้รู้สึกตามด้วยนี้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง จิตได้อาศัยเจตสิก(คืออารมณ์อันปรุงจิต) นำให้น้อมคิดไปในอารมณ์ต่างๆ แล้วและบงการให้อวัยวะนั้นๆทำกิริยาวาจาต่างๆไปตามประสงค์ของตน
อัตตภาพเป็นประดุจหุ่น จิตเป็นประดุจคนเชิดชักสายใยให้กระดิกไปอย่างนั้น… จิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ความตั้งตน คือวามตั้งจิต
ถ้าจิตดี…..บริฐูรณ์ด้วยคุณธรรม จะทำหรือจะพูดก็ล้วนเปนสุจริต นำบุคคลให้ประสบสุข
ถ้าจิตร้าย…. เพราะปล่อยให้กิเลศเข้าครอบงำ จะทำจะพูดก็เป็นทุจริต นำให้ถึงทุกข์
ฉะนั้นบุคคลผู้ปรารถนาความสุขความเจริญให้บังเกิดแก่ตน จึงควรตั้งตน คือ ตั้งจิตไว้ในทางที่ชอบ
ทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ?
พึงพิจารณาดูตนของตนเอง เมื่อเห็นว่าคุณธรรมอันใดยังบกพร่อง ก็พึงอบรมให้มีบริบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่เห็นว่าบาปธรรมอันใดยังมีอยู่ ก็พึงละให้หมดไป ดังนี้ได้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบประการหนึ่ง
และอีกประการหนึ่ง ประพฤติตนให้สมแก่ภูมิชั้นของตน ซึ่งเรียกว่า อตตญญตา …. ความเป็นผู้รู้จักตน ว่าเรา โดยชาติ สกุล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้และคุณธรรม เพียงเท่านี้ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร ดังนี้ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ
สรุปได้ก็คือ พึงอบรมคุณธรรมให้มีบริบูรณ์ในตน และรู้จักประมาณตนในที่ทุกสถาน ไม่มีมานะอหังการเพราะเหตูชาติ สกุล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้และคุณธรรมอันมีอยู่ในตน
บุคคลผู้ตั้งต้นไว้ชอบ แม้แต่เดิมจะมีพื้นเพอันด้อยมาก่อน ก็สามารถที่จะยกขึ้นสู่ฐานะอันสูงได้
เมื่อตนยังไม่มีศีล….. ก็ให้ตั้งตนอยู่ในศีล
เมื่อตนยังไม่มีศรัทธา ก็ให้ตั้งตนอยู่ในศรัทธา
เมื่อตนยังมีความตระหนี่ ก็ให้ตั้งตนอญุ่ในการบริจาค
ด้วยเหตุการตั้งตนไว้ชอบดังกล่าว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสแสดงไว้ในมงคลสูตรอีกประการหนึ่ง
ฉะนั้น ผู้ปรารถนาความเป็นมงคลให้เกิดแก่ตน พึงควรปฏิบัติตามนัยนี้เป็นลำดับไป
การตั้งตน ไว้ดี ศรีสวัสดิ์
กล่าวให้ชัด เป็นคน ไม่ทุศีล
หมดตระหนี่ บริจาค เป็นอาจิณ
ไม่สูญสิ้น ศรัทธา พามงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info
บุญ หมายถึง การกระทำดี คุณงามความดี
บุญบารมี นี้ก็คือ บารมี 10 ประการ อันประกอบด้วย ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมีบารมีดังกล่าวชายและหญิงผู้เกิดมาในชาติปัจจจุบัน พอรู้ความก็ได้เริ่มบำเพ็ญบารมี ทั้งนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือคุณความดีอย่างอื่นๆ ด้วยความอุตสาหะมาจนถึงวันวานนี้ก็ดี ผู้ได้บำเพ็ญบารมีเหล่านี้หรือคุณความดีอย่างอื่นอีกมาแต่ชาติอดีต ชื่อว่าเป็นผู้มีบารมีมาก่อน ได้ทำบุญไว้ในปางก่อน
ธรรมดาบุคคลย่อมปรารถนาความเจริญแห่งตน ด้วยกันทั้งนั้น แต่ความเจริญที่บุคคลปรารถนาอยู่นั้น เป็นตัวผล บุคคลจะได้ด้วยลงทุนทำความดีอันเป็นด้วยเหตุไว้ก่อน
ถ้าเป็นแต่ปรารถนาแต่มิได้ลงทุนทำความดี ผลอันเป็นกำไรจะมีมาแต่ไหน
เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ปรารถนาผลคือความเจริญ จึงควรอบรมความดีคือบุญอันเป็นตัวเหตุก่อน เมื่อได้อบรมบุญอันเป็นเหตุไว้ก่อนแล้ว ผลคือความเจริญแมไม่ต้องปรารถนาก็คงจะมีมาแน่นอน
สมบัติแม้ของมหาเศรษฐีนับด้วยโกฎิ ถ้าเจ้าของไม่รู้จัประหยัด ใช้สุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักใช้ในทางอันควร และไม่ควร จนรายจ่ายท่วมรายได่อยู่เสมอ ก็ต้องถึงความหมดสิ้นลงในคราวหนึ่ง
ส่วนขุมทรัพย์คือบุญ แม้จะใช้จ่ายโดยประการใดก็ไม่รู้จักหมดสิ้น กลับจะเพิ่มพูนให้เกิดความเจริญยิ่งขึ้นเสียอีก ประดุจบุคคลใช้ทุนหมุนเวียนให้เกิดกำไรยิ่งขึ้นฉะนั้น
ขุมทรัพย์คือบุญท่านจัดเป็นขุมทรัพย์อันมั่นคง ที่สุดในโลก เพราะความดีที่บุคคลได้กระทำไว้ ก็เป็นของบุคคลนั้นเสมอไป ไม่มีโจรคนใดที่สามารถจะลักหรือแย่งชิงนำไปได้ ทั้งจะติดตัวไปทุกสถานที่
แม้ทรัพย์ที่บุุคลฝากไว้ในธนาคาร อันนับว่าเป็นหลักฐานมั่นคง ก็ยังไม่มั่นคงเท่า ปุพเพกตปุญณตาคุณเป็นที่ตั้งแห่งความสมบูรณ์ด้วยคุณสารสมบัติ ด้วยเหตุประการฉะนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสสรรเสริญไว้ว่า เป็นสมบัติจักรประการหนึ่งประดุจด้วยรถอันพาผู้ขึ้นให้ลุถึงสถานมุ่งหมายฉะนั้น
เพราะเหตุที่การได้ทำบุญไว้ในปางก่อนเป็นต้นทุนให้เกิดกำไรคือความเจริญในปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงตรัสการทำบุญในปางก่อนเป็นอุดมมงคง
ในกาลก่อน ทำบุญ เอาไว้มาก
บริจาค สิ่งของ ต้องประสงค์
มาชาตินี้ บุญช่วย จึงมั่นคง
จิตจำนงค์ อยู่ดี มีมงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info
บุคคลก็ดี คณะก็ดี มีอาชีวะอย่างใด มีกิจการงานอย่างใด จำจะต้องอยู๋ในถิ่นอันเหมาะเจาะแก่อาชีวะอย่างนั้น จำต้องอยู่ในถิ่นอันเหมาะเจาะแก่อาชีวะอย่างนั้น กิจการอย่างนั้น
บุคคลมีอาชีวะในทางกสิกรรม ก็ควรต้องมีพื้นที่อันเหมาะ ไม่ดอนเกินไป ไม่ลุ่มเกินไป มีทางไปมาสะดวกแก่ผู้รับซื้อ เช่นนี้การกสิกรรมของเขาย่อมมีผลดีกว่าบุคคลผู้อยู่ในอันไม่เหมาะอย่างนั้น
บุคคลผู้ประกอบอาชีวะในทางค้าขาย ก็ต้องอยู่ในที่อันเป็นทำเลแห่งการค้าขาย
บุคคลผู้ปรารถนาในการเล่าเรียน ก็ต้องอยู่ในที่อันไม่ติดขัดแก่การเล่าเรียน อาชีวะหรือความปรารถนาของเขาจึงจะเผล็ดผลสมความมุ่งหมายได้ ไม่เช่นนั้น ผลทีจะพึงได้ก็คงบกพร่อง ฉะนั้นการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ความเป็นไปแห่งพระพุทธศาสนาก็เนื่องด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในกรุงราชคฤห์ แห่งมคธรัฐ ก่อนที่อื่นก็ด้วยเหตุนี้เอง
แต่ถิ่นฐานอันเป็นปฏิรูปประเทศ อันหมายถึงถิ่นที่เหมาะสมในสมัยหนึ่ง ครั้นถึงสมัยอื่นอาจกลายเป็นไม่ใช่ปฏิรูปประเทศไปก็ได้ เพราะคติของธรรมดานั้นอาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น แม่น้ำลำคลองเปลี่ยนกระแสไปทางอื่น ทำให้ที่นั่นตื้นเขิน ไม่สะดวกแก่การไปมาบ้าง หรือที่อื่นได้รับการบำรุงให้เกิดเป็นทำเลดีกว่า มหาชนพากันอพยพไปตั้งเสียที่นั้นบ้าง
หรือเจ้าของถิ่นไม่เอาใจใส่ป้องกันแก้ไขให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง แห่งคติธรรมดา ไม่ทำนุบำรุงให้ทัดเทียมกับถิ่นที่ใกล้เคียง จนไม่อาจรักษาความเป็นอิสรภาพแห่งถิ่นฐานของตนไว้ได้ ถิ่นที่อาศัยอันเคยเป็นปฏิรูปเทศก็กลายเป็นไม่ใช่ปฏิรูปเทศไป ตัวอย่างเช่น ในชมพูทวีป ซึ่งเรียกในบัดนี้ว่า ประเทศอินเดีย อันเคยเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา แต่ภายหลังเหล่าพุทธศาสนิกชนหย่อนกำลังลง ไม่อาจทานพวกที่ถือศาสนาอื่น จึงต้องย้ายไปตั้งประเทศอื่น รวมทั้งที่เป็นประเทศแห่งเรานี้ด้วย
แม้ในประเทศที่นับถือพระพุทธศสานาด้วยกันเล่า ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกับเราไม่รักษาความเป็นอิสรภาพแห่งตนไว้ได้ ต้องตกอยู่ในอำนาจแห่งประเทศอื่น นี่ก็ไม่จัดเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา ความเป็นปฏิรูปเทศแห่งพระพุทธศาสนา ตกอยู่แก่ประเทศเรานี้ก็เพราะเรารักษาความเป็นอิสรภาพเอาไว้ได้
ความเป็นไปแห่งบุคคลหรือแห่งคณะ ถิ่นที่สมควรอยู่ในถิ่นที่เหมาะเจาะเหมาะสมแก่อาชีวะหรือกิจการ จึงเป็นเหตุแห่งความเจริญทั้งในทางคดีโลก คดีธรรม พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอุดมมงคล
การอยู่ใน ประเทศ อันเหมาะสม
คนนิยม เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ให้
ทุกคนดี ช่วยกัน มีน้ำใจ
มีเยื่อใย ต่อกัน เป็นมงคล
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info
คนเรานับถือบุคคลหรือวัตถุอย่างใด ก็บูชาบุคคลหรือวัตถุอย่างนั้น ด้วยหวังว่าจะเป็นความดีความเจริญแก่ตน
ผลที่จะพึงได้ ก็อยู่ที่บูชาบุคคลผู้ควรบูชาหรือไม่ ถ้าเป็นผู้ควรบูชา ก็ย่อมให้เกิดผลแก่ผู้บูชาได้ตามฐานะและโอกาส ถ้าบูชาบุคคลผู้ไม่สมควรบูชาก็ปราศจากประโยชน์ ถ้าตนรู้เข้าในภายหลังแล้วก็จะรู้สึกเสียใจว่าไม่ควรที่จะบูชาคนเช่นนั้น เพระเหตุนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้บูชาจะพึงเลือกแต่ผู้ที่สมควรบูชา
บุคคลผู้ทรงคุณธรรม อาจชี้แจงชักนำให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ และท่านผู้เป็นเจ้าพระคุณแห่งตน
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info
บัณฑิต มีลักษณะตรงข้ามจากชนพาล คือ ท่านเป็นอยู่และดำเนินในประโยชน์กิจด้วยปัญญา ไม่มีที่จะคิดให้ร้ายแก่ใครๆ
บัณฑิตเป็นผู้มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี เหลียวแลถึงประโยชน์ของผู้อื่นไม่ดูดาย และย่อมแสวงหาผลประโยชน์ 2 ประการได้แก่ ประโยชน์โลกนี้ และประโยชน์ในโลกหน้า
บัณฑิตมี 2 ประเภทคือ บัณฑิตภายนอก คือคนอื่นที่เป็นบัณฑิต และบัณฑิตภายใน…ตัวเราเองที่มี กาย วาจา และใจดีงาม
ลักษณะของการคบบัณฑิตมี 9 ประการคือ
- การไปมาหาสู่
- การเข้าตีสนิทชิดชอบ
- ความจงรัก คือรักใคร่กันจริง
- ความภักดี คือนับถือเลื่อมใสซื่อตรงต่อกัน
- เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็นด้วยกัน
- เป็นเพื่อนร่วมกิจร่วมอยู่ด้วยกัน
- ดำเนินตามอย่าง
ผู้เข้าสมาคมกับบัณฑิตด้วยการลักษณะแห่งการคบบัณฑิตดังกล่าว ชื่อว่าคบบัณฑิต
คบคนเช่่นใดก็เป็นคนเช่นนั้น ผู้คบบัณฑิตก็พลอยเป็นบัณฑิตไปด้วย แม้ถึงหากจะไม่ดีขึ้น ก็ยังชื่อได้ว่าอยู่ใหมู่บัณฑิต ย่อมเป็นสิริแก่ตน
ดุจใบไม้ห่อของหอม ก็พลอยหอมไปด้วย ผู้คบมิตรชั่วแม้จะไม่ชั่วไปตาม ก็ยังเสียชื่อเสียงว่าสมาคมกับคนชั่ว ดุจคนเดินทางร่วมโจร แม้มิใข่โจรก็ยังพลอยถูกอันตรายด้วย
ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตนั้น แม้เมื่อเราคบเพียงครั้งดียว การคบนั้นก็ให้เราเป็นสุขอยู่เป็นนิตย์ และสนับสนุนให้เรามีชื่อเสียงเกียรติคุณ
ผู้ใดคบหาบัณฑิตแล้วย่อมจะชักพาให้ทำดี คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ชวนให้ประพฤติอยู่ในสุจริตทั้ง 3ได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต
- กายสุจริต คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และไม่ร่วมประเวณีในสตรีที่เขาหวง
- วจีสุจริต คือ ไม่พูดปดผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดคำที่ไม่มีประโยชน์
- มโนสุจริต คือ ไม่โลภคิดอยากได้ของผู้อื่น ที่เขาไม่ให้ ไม่อาฆาตพยาบาทผูกเวร และไม่เห็นผิดจาพระพุทธศาสนา
การคบบัณฑิตเป็นเหตุให้ผู้คบนั้น เจริญด้วยสรรพสมบัติ เลื่อนฐานะของตนให้สูงขึ้นกว่าภาวะเดิม มีกาย วาจา ใจดีงาม มีชีวิตก้าวดำเนินไปอย่างสะดวก ราบรื่นปลอดภัย ปราศจากอุบาทว์และอุปสรรค ไม่โศกเศร้าในท่ามกลางหมู่คนผู้โศกเศร้า สง่างามท่ามกลางหมู่ญาติ เป็นผู้มีความสุขอยู่ตลอดกาล และหลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นเป็นที่สุด
ฉะนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส การคบบัณฑิตเป็นเหตุแห่งมงคลความเจริญ
ใบพ้อพันห่อหุ้ม กฤษณา
หอมระรวยรสพา เพริดด้วย
คนเสพเสน่หา นักปราชญ์
ความสุขทราบฤาม้วย ดุจไม้กลิ่นหอม
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info
คนพาลผู้ละประโยชน์ในโลกหน้า มี 5 ประการคือ
ผู้เข้าคลุกคลีกับคนพาลด้วยการไปมาหาสู่ ตีสนิท ชิดชอบ จงรักภักดี เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็น เป็นเพื่อนร่วมกินร่วมอยู่และดำเนินตามอย่าง คือทำตามข้อประพฤติของคนพาล
คนพาลมี 2 ประเภท คือ พาลภายนอก…. คนอื่นที่เป็นพาล และพาลภายใน …ตัวเราเองที่มีกายวาจาชั่ว
การคบคนพาลไม่เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ผู้คนเป็นคนเสื่อม ฉุดคร่าฐานะของตนลงให้ตกต่ำกว่าเดิมมีจิตใจเลวร้าย อันนำมาซึ่งความเดือดร้อนแห่งชีวิต
ส่วนการไม่คบคนพาลเป็นเหตุให้เจริญด้วยสรรพสมบัติ เลื่อนฐานะของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม มีชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ต้องเดือดร้อนนอนทุกข์ มีกาย วาจา และใจอันดีงาม ซึ่งจักนำมาซึ่งความเจริญในชีวิต
ฉะนั้นด้วยเหตุดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส การไม่คบคนพาลเป็นเหตุแห่งมงคลความเจริญ
สีหราชเคียงโคคลา คลาดเต้า
ม้าต้นระคนลา เลวชาติ
นักปราชญ์พาลพาเคล้า สี่นี้ไฉนงาม
ที่มา: มงคลชีวิต , หลักปฏิบัติมงคล 38 ประการของคนดี ของ พระธรรมโกศาจารย์
ธรรมสภา จัดพิมพ์เผยแพร่
ภาพประกอบ :https://www.facebook.com/pages/Discover-Art-/296896040430960?sk=info&tab=page_info